วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

ลักษณะสำคัญของภาษาไทย



ลักษณะสำคัญของภาษาไทย
          ภาษาไทยมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยพระโหราธิบดี ได้แต่งตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก ชื่อ จินดามณี ขึ้น ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงธรรมการได้พิมพ์ตำราสยามไวยากรณ์เป็นแบบเรียน และเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีได้เรียบเรียงขึ้นใหม่โดยย่อจากตำราสยามไวยากรณ์ จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๑ พระยาอุปกิตศิลปะสาร ได้ใช้เค้าโครงของตำราสยามไวยากรณ์แต่งตำราหลักภาษาไทยขึ้นใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นตำราหลักภาษาไทยที่สมบูรณ์และเป็นแบบฉบับหลักภาษาไทยที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ลักษณะที่สำคัญของภาษาไทย มีดังนี้
          ๑. ภาษาไทยเป็นคำโดด คือ คำไทยแต่ละคำมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเองและใช้ได้อย่างอิสระโดยไม่มีการเปลี่ยนรูปศัพท์ เช่น พ่อ แม่ สูง ต่ำ เป็นต้น
          ๒. คำไทยแท้ส่วนมากมีพยางค์เดียว คือ เป็นคำที่มีความหมายเข้าใจได้ทันที เช่น โอ่ง ไห ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นต้น ส่วนคำไทยแท้ที่มีหลายพยางค์มีสาเหตุมาจาก
                   ๒.๑ การปรับปรุงศัพท์ด้วยการลงอุปสรรคแบบไทย คือ การเพิ่มเสียงหน้าศัพท์ เช่น
                             ชิด       —-       ประชิด
                             ทำ       
—-       กระทำ
                             ลูกดุม  
—-       ลูกกระดุม
                   ๒.๒ การกลายเสียง เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของภาษา เช่น เสียงกร่อน
                             หมากม่วง          —-        มะม่วง
                             หมากพร้าว      
—-        มะพร้าว
                             สายเอว            
—-        สะเอว
                             ต้นไคร้             
—-        ตะไคร้
          ๓. คำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตรา เช่น คำที่เกี่ยวกับการต่อสู้ ได้แก่
                             แม่กก  —-       ชก ศอก กระแทก โขก ผลัก
                             แม่กด 
—-       กัด ฟัด รัด อัด กอด ฟาด อัด
                             แม่กบ 
—-       ตบ ทุบ งับ บีบ จับ กระทืบ ถีบ
                             แม่กง  
—-       ถอง พุ่ง ดึง เหวี่ยง ทึ้ง
                             แม่กน 
—-       ชน ยัน โยน ดัน
                             แม่กม 
—-       โถม ทิ่ม รุม ทุ่ม
                             แม่เกย
—-       เสย ต่อย
                             แม่เกอว
—-     เหนี่ยว น้าว
          ๔. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ ซึ่งวรรณยุกต์นี้จะทำให้คำมีระดับเสียงและความหมายต่างกัน เช่น
                             คา ค่า ค้า                     เขา เข่า เข้า
                             นำ น่ำ  น้ำ                    เสือ เสื่อ เสื้อ
          ๕. ภาษาไทยมีการสร้างคำเพื่อเพิ่มความหมายให้มากขึ้น การเพิ่มคำในภาษาไทยมีหลายลักษณะ เช่น การประสมคำ คำซ้อน คำซ้ำ คำสมาส คำสนธิ ศัพท์บัญญัติ คำแผลง เป็นต้น
          ๖. การเรียงคำในประโยค การเรียงคำในประโยคของภาษาไทยนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าเรียงคำในประโยคสลับกันจะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป เช่น
                   –          พ่อให้เงินผมใช้
                   –          พ่อให้ใช้เงินผม
                   –          พ่อให้ผมใช้เงิน
          ๗. คำขยายในภาษาไทยมักจะเรียงอยู่หลังคำที่ถูกขยาย เช่น
                   –          แม่ไก่สีแดง
                   –          เรือลำใหญ่แล่นช้า
          ๘. คำไทยมีคำลักษณนาม มีหลักการใช้ดังนี้
                   ๘.๑ ใช้ตามหลังคำวิเศษณ์บอกจำนวนนับที่เป็นตัวเลข เช่น
                             –           นักเรียน ๑๐ คน
                             –           แมว ๒ ตัว
                   ๘.๒ ใช้ตามหลังคำนามเพื่อบอกลักษณะคำนามที่อยู่ข้างหน้า เช่น
                             –           หนังสือเล่มนั้นใครซื้อให้
                             –           นกฝูงนี้มาจากไซบีเรีย
          ยกเว้น การใช้ว่า “เดียว” แทนจำนวนนับ ๑ หน่วย ซึ่งจะอยู่หลังลักษณนาม เช่น
                             –          ฉันเลี้ยงแมวไว้ตัวเดียว
                             –          เขากินข้าวจานเดียว
          ๙. ภาษาไทยมีวรรคตอนในการเขียนและการพูด เพื่อกำหนดความหมายที่ต้องการสื่อสาร หากแบ่งวรรคตอนการเขียนผิดหรือพูดเว้นจังหวะผิด ความหมายก็จะเปลี่ยนไป เช่น
                             –          อาหาร อร่อยหมดทุกอย่าง
                             –          อาหารอร่อย หมดทุกอย่าง
          ๑๐. ภาษาไทยมีระดับการใช้ ระดับของภาษาแบ่งได้ดังนี้
                   ๑๐.๑ ระดับพิธีการ       –           ใช้ในพิธีการสำคัญต่างๆ
                   ๑๐.๒ ระดับทางการ      –           ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ (ภาษาทางการ)
                   ๑๐.๓ ระดับกึ่งทางการ    –           ใช้ในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ แต่ลดระดับโดยการใช้ภาษาสุภาพและเป็นกันเองมากขึ้น
                   ๑๐.๔ ระดับสนทนา       –           ใช้ในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ เช่น การพูดคุยทั่วไป
          ๑๐.๕ ระดับกันเอง                  –           ใช้ในโอกาสที่ไม่เป็นทางการกับเพื่อนสนิท สามารถใช้ภาษาพูดหรือภาษาคะนอง

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจ

การพูดโน้มน้าวใจ และตัวอย่างการพูดโน้มน้าวใจ
                การพูดโน้มน้าวใจนั้น  เป็นศาสตร์และศิลป์ทางจิตวิทยา ที่สามารถเปลี่ยนความเชื่อและทัศนคติของผู้ฟัง  ให้เกิดการคล้อยตาม คิดตาม และปฏิบัติตามในที่สุด  อาจจะมากจนถึงขึ้นฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกเลยก็ได้ เช่น การพูดโน้มน้าวใจให้พนักงานรักษาความสะอาดของสถานที่ทำงานให้ดีที่สุด  การพูดโน้มน้าวใจให้เด็กนักเรียนติดนิสัยการทิ้งขยะลงถัง เป็นต้น  ซึ่งจิตสำนึกเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี และได้รับการปลูกฝังมาเป็นอย่างดีจากผู้บังคับบัญชา หรือผู้อบรมสั่งสอนนั่นเอง
เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจอย่างได้ผล
 พูดให้ผู้ฟังเห็นภาพและมีเหตุผลที่หนักแน่น
การที่คนเราจะเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น  จะต้องมีความสมเหตุสมผล  เมื่อผู้ฟังได้ชั่งใจและติดสินใจแล้ว  ก็จะเกิดเป็นความเชื่อขึ้นมา ดังนั้นผู้ที่เป็นฝ่ายพูดโน้มน้าวจิตใจนั้น  ต้องหาเหตุผลมาประกอบให้หนักแน่นที่สุด  เพื่อจะให้เกิดการคล้อยตามและความเชื่อขึ้นมาในคนหมู่มากได้
 มีการกำหนดจุดมุ่งหมายในการพูดอย่างชัดเจน
ผู้พูดจะต้องมีจุดมุ่งหมายของตัวเองอย่างชัดเจน  ว่าเมื่อคุณพูดไปแล้ว  จะเกิดผลหรือเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อผู้ฟังบ้าง  เพื่อให้บรรลุผลตามที่ผู้พูดต้องการ  ไม่ควรพูดแบบน้ำท่วมทุ่ง จับใจความไม่ได้  เพราะเมื่อจุดมุ่งหมายออกทะเลไปไกล  จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อขึ้นมาได้  ดังนั้นควรพูดอย่างมีเนื้อหาสาระที่เป็นจุดประสงค์ของเรา
 กระตุ้นให้เกิดอารมณ์และความคิดเห็นที่คล้อยตามกันไป
การที่คนหมู่มากมีความคิด  เหตุผลในการตัดสินใจ  และมีอารมณ์ร่วมกัน  ก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมในทางปฏิบัติร่วมกัน  เมื่อความคิดของคนหมู่มากได้เกิดขึ้นมาแล้ว  จะส่งผลให้คนกลุ่มที่ยังลังเล  หรือมีความเพิกเฉย  ได้คล้อยตามไปกับหมู่คณะ  ซึ่งการกระตุ้นเพื่อทำให้เกิดอารมณ์ร่วมกันนี้  อาจใช้ปัจจัยหลายอย่าง และเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน  ตัวอย่างเช่น  การที่เราจะให้เด็กนักเรียนรักษาความสะอาดของโรงเรียน  ก็ต้องแบ่งกลุ่มให้เด็กทำความสะอาดตามจุดต่างๆ และมีของรางวัลสำหรับกลุ่มที่รักษาความสะอาดได้ดีที่สุด  และของรางวัลก็จะต้องมีการแบ่งเฉลี่ยให้ได้รับเท่ากันทุกคน  เด็กๆ ก็จะเกิดนิสัยรักษาความสะอาดฝังลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึก  และยังกระตุ้นให้เพื่อนรอบข้างได้ปฏิบัติตามอีกด้วย
 ผู้พูดต้องจัดลำดับเนื้อหาในการพูดให้ดี
ในการพูดโน้มน้าวใจนั้น  จะต้องมีประโยคที่เกิด Action หรือดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้  และประโยคเหล่านั้นก็จะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาที่เราจะพูดด้วย  ตัวอย่างเช่น “ท่านผู้มีเกียรติครับ  หนทางไกลหมื่นลี้ ย่อมต้องเริ่มที่ก้าวแรกเสมอ  แล้ววันนี้ถ้าเราจะคิดเริ่มต้นสิ่งใด  คุณยังจะลังเลอีกหรือ ? ในเมื่อโอกาสมันได้มาอยู่ตรงหน้าคุณแล้วตรงนี้ ” นี่คือการเกริ่นให้เกิดความสนใจขึ้นมาได้  และต่อไปก็คือเนื้อหาสาระที่ต้องการจะพูดสื่อสารออกไป  ควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้ฟัง เพราะจะทำให้เกิดการมโนภาพขึ้นมาได้ง่ายขึ้น  และเมื่อเรื่องเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของคนหมู่มาก  ย่อมเกิดการคิดตามและความเชื่อมั่นในระดับหมู่ขึ้นมาอย่างแน่นอน  หากพูดเนื้อหาตามจุดประสงค์ของเราแล้ว  ตอนบทสรุปถ้าเป็นไปได้ให้ทิ้งประโยคหรือข้อคิดคำคม  ที่ผู้ฟังสามารถนำกลับไปคิดต่อได้ จะเป็นผลดีมากๆ เลยค่ะ
บุคลิกและความคล่องแคล่วในการพูด
ผู้พูดโน้มน้าวใจจะต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะพูดอย่างลึกซึ้ง  เพื่อสามารถตอบปัญหาคาใจให้กับผู้ฟังได้อย่างคล่องแคล่ว  ดูแล้วมีความเป็นมืออาชีพ  สามารถเชื่อถือได้ เท่านี้ก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ฟังของเราได้แล้วหล่ะค่ะ
 อย่าพูดถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม
ในกรณีนี้  เราไม่ได้หมายถึงการโกหกหลอกลวงผู้ฟังนะค่ะ  แต่เป็นการหลีกเลี่ยงคำพูดหรือเนื้อหาที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความคิดในเชิงลบ  เพราะคุณจะไม่สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังได้เลย  ควรพูดสิ่งที่ดีให้มาก  เพื่อสร้างความคิดในมุมบวกให้เกิดขึ้นกับผู้ฟังนั่นเอง
พูดถึงผลประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับ
เป็นธรรมดาที่คนเรามักจะรักในผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับ  ดังนั้นการพูดอย่างหนักแน่น มีเหตุมีผลแล้ว  หากผลที่ผู้รับจะได้นั้นมีความเป็นรูปธรรม หรือสิ่งของที่จับต้องได้ด้วยแล้ว  จะทำให้เกิดการโน้มน้าวใจได้ง่าย  และอาจเกิดการบอกต่อได้อีกด้วย  เช่น “หากคุณผู้ฟังซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ยี่ห้อนี้  คุณจะได้รับของแถมเป็นกระดาษ 1 กล่อง และเติมหมึกให้ฟรี 1 ชุด เท่ากับว่าเมื่อคุณรับปริ้นงานจนหมึกและกระดาษหมด  รายได้จะมากกว่าราคาซื้อเครื่องปริ้นเสียอีก  เท่ากับว่าคุณได้เครื่องปริ้นไปฟรีๆ ” เป็นต้น  ซึ่งในกรณีนี้  ผู้พูดจะเป็นผู้ขายหมึกและกระดาษให้กับเจ้าของเครื่องปริ้น  เป็นการวางตลาดระยะยาวนั่นเอง
  สร้างบรรยากาศในการพูดให้ผ่อนคลายบ้าง
การที่เราจะพูดแต่เนื้อๆ เน้นๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป  จะทำให้ผู้ฟังเกิดอาการเบื่อ  ความสนใจจะลดลง  สุดท้ายทั้งผู้พูดและผู้ฟังจะไม่ได้อะไรเลย เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์  ดังนั้นระหว่างที่พูดก็ควรจะแทรกอารมณ์ขันเข้าไปกับเนื้อหาที่พูดด้วย  ผู้ฟังจะได้หัวเราะ ผ่อนคลาย และเกิดความเป็นกันเองมากขึ้น  ไม่ต้องอยู่ภายใต้ภาวะกดดัน เหมือนโดนบังคับให้มาฟัง
                ทั้งหมดทั้งมวลนี้  คือวิธีการพูดโน้มน้าวใจคน  เพื่อให้ผู้ที่สนใจหรือต้องการศึกษาเรียนรู้  ได้ลองนำไปปฏิบัติ และปรับปรุงการพูดโน้มน้าวใจของคุณให้ดีขึ้น  จะได้เป็นบุคลากรที่สามารถดึงดูดลูกค้าเข้ามาสู่องค์กรได้มากๆ ยังไงหล่ะ  สำหรับบทความเกี่ยวกับการพูดโน้มน้าวใจคนและตัวอย่างการพูดโน้มน้าวใจคนก็มีประมาณนี้  ขอให้คุณผู้อ่านได้รับประโยชน์กันมากที่สุดนะค่ะ